เคล็ดลับช้อปปิ้ง!

การเลือกซื้อโทรทัศน์

สำหรับมือใหม่และมือเก๋าที่กำลังจะซื้อทีวีเครื่องใหม่ในปี 2016-2017 มาอัพเดทดูกันดีกว่าว่าหากจะซื้อทีวีเครื่องใหม่ซักเครื่อง เราควรจะต้องพิจารณาปัจจัยและเทคโนโลยีอะไรกันบ้างในการเลือกซื้อ ? จุดประสงค์ก็เพื่อให้ท่านสามารถตัดสินใจซื้อทีวี “ตัวที่ใช่สำหรับท่านที่สุด” ภายใต้กรอบงบประมาณและลักษณะการใช้งานของตัวท่าน หวังว่า TV Buying Guide ทั้ง 10 ประการนี้จะเป็น “เข็มทิศ” ให้ท่านเดินไปหาทีวีตัวที่ใช่ได้อย่างถูกต้องและถูกใจ !
 

1) ขนาดหน้าจอ : ในอดีตที่พวกเรายังเคยชินกับทีวีจอตู้ หรือ CRT TV ขนาด 25″- 29″ พอก้าวไปสู่ LCD TV เครื่องแรกก็มักจะเล่นขนาดเริ่มต้นที่ 32″ เป็นหลัก เนื่องด้วยระดับราคาที่ไม่สูงนัก แต่หลายปีผ่านไปทำให้ผู้ใช้งานเรียกนรู้ว่าทีวีจอ 32″ นั้นมันค่อนข้างเล็กเกินไป ยิ่งถ้าหากเคยไปดูทีวีจอใหญ่ๆที่บ้านเพื่อนมาแล้วจะล่วงรู้เลยว่า “อาหารจอหดเป็นอย่างไร?” ซึ่งจากประสบการณ์ขอแนะนำว่าหากมีระยะชมห่างซัก 1.5-2 เมตร สามารถเลือกซื้อทีวีขนาดใหญ่ซัก 40″- 50″ ได้เลย หรือหากระยะรับชม 2 เมตรขึ้นไป ขนาดใหญ่มาตรฐานอย่าง 55″ จะเป็นตัวเลือกที่มีความพอดิบพอดี อย่าลืมว่า ทีวียิ่งจอใหญ่ = อรรถรสและความสุขก็จะยิ่งใหญ่ตาม

ระยะนั่งรับชมที่แนะนำ
2) ความละเอียดหน้าจอ 4K VS Full HD : 4K คือความละเอียดหน้าจอ 3840 x 2160 = 8.2 ล้านพิกเซล ส่วน Full HD คือความละเอียด หน้าจอ 1920 x 1080 = 2.1 ล้านพิกเซล ต่างกันถึง 4 เท่า ซึ่งแน่นอนว่าความละเอียดสูงก็ย่อมดีกว่าในเรื่องรายละเอียดและความคมชัด รวมถึงระบบอัพสเกลภาพความละเอียด HD / Full HD (ที่ยังเป็นความละเอียดของคอนเทนต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน) ให้ใกล้เคียงกับภาพ 4K ก็พัฒนาดีขึ้นตามลำดับ ภาพเนียนกริ๊บ ไม่หยาบกร้านเหมือนทีวี 4K ยุคบุกเบิกอีกต่อไป ฉะนั้นหากอยากไปให้สุดและ “รองรับอนาคต” ทีวีความละเอียด 4K เป็นตัวเลือกที่ “ตอบโจทย์” อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามหากลักษณะการใช้งานคือการดูฟรีทีวี เคเบิ้ลทีวี หรือหนัง HD และ DVD ทั่วไปเป็นหลักซึ่งมีความละเอียดอยู่ในระดับ Full HD / HD ทั่วไป ทีวีความละเอียด Full HD ก็เป็นตัวเลือกที่ “เพียงพอ” ต่อการใช้งาน แสดงภาพคอนเทนต์เหล่านั้นได้ดีเพราะความละเอียดแมตช์ชิ่งกันพอดี แถมยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้พอสมควรอีกด้วย
ทีวีความละเอียด 4K มีจำนวนจุดเม็ดพิกเซลมากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า !
3) HDR หรือ SDR : HDR หรือ High Dynamic Range เป็นเทคโนโลยีการแสดงผลภาพแบบใหม่ล่าสุดที่ให้ระดับความดำได้ดำสนิท ระดับความสว่างที่สว่างกว่าเดิม รวมถึงสีสันที่สดอิ่มเจิดจรัส เหนือกว่าภาพแบบปกติธรรมดาหรือ Standard Dynamic Range โดยปัจจุบันนี้ HDR มี 2 มาตรฐานคือ HDR 10 และ Dolby Vision HDR หากจะเล่นทีวีความละเอียดระดับ 4K ให้สุด ก็ขอแนะว่าตัวทีวีต้องรองรับ HDR ด้วย เพราะคอนเทนต์ 4K Blu-ray Disc หรือแม้กระทั่งพวกแอพวีดีโอสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ก็เริ่มมี “หนัง 4K HDR” ให้รับชมกันแล้ว หมายเหตุว่าทีวีความละเอียด 4K รุ่นเริ่มต้นราคาประหยัดก็มักจะไม่รองรับ HDR ส่วนทีวีความละเอียด Full HD ก็จะไม่รองรับ HDR อยู่แล้วแต่ต้นเลย ฉะนั้นตรวจสอบฟีเจอร์ของทีวีให้แน่ชัดก่อนตัดสินใจซื้อ
HDR เทคโนโลยีภาพชนิดใหม่ สว่างขึ้น ดำขึ้น สีสันสดสวยเจิดจรัสขึ้น
หนัง 4K HDR เริ่มทยอยออกสู่ตลาด
4) จอโค้ง หรือ จอตรง : จอโค้ง เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซ็ปต์“ภาพโอบล้อมผู้ชม…เฉกเช่นโรงหนัง IMAX” มิติภาพที่ลึกขึ้นเสมือนดึงเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ ถึงแม้ระยะรับชมจะต้องใกล้พอเพื่อที่จะสัมผัสประสบการณ์ที่กล่าวมาได้จริง (ก็เหอะ) ตลอดจนดีไซน์ที่ “หล่อขึ้นเป็นกอง” เมื่อตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางบ้าน หากเปรียบเป็นผู้หญิงก็จะออกแนวสวยเปรี้ยว แต่งตัวเห็นสัดส่วนโค้งเว้าแบบวับๆแวมๆ สะดุดตาทันทีเมื่อแรกพบ ส่วนจอตรงจะได้ความเรียบหรูไม่ว่าจะตั้งโต๊ะ หรือเมื่อนำไปแขวนผนังก็จะเหมือนกรอบรูป เป็นดีไซน์ที่คงกระพันอยู่ได้ในระยะยาว หากเปรียบเป็นผู้หญิง ก็จะออกแนวสวยไฮไซ แต่งตัวเรียบแต่ดูหรูดั่งผู้ดีมีสกุล สรุปได้ว่าเรื่องดีไซน์ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล จากประสบการณ์ตรงทั้งทดสอบ+เขียนรีวิวตลอดจนออกไปเยี่ยมเยียนบ้านลูกค้าจริงทั้งผู้ใช้ทีวีจอตรงและจอโค้ง ขอบอกเลยว่าผลกระทบเรื่องดีไซน์ต่อการใช้งานจริงจัดว่ามีน้อยมาก เช่น คนขายจอโค้งมักเชียร์บอกว่าจอโค้งมุมมองดีกว่า หรือคนขายจอตรงมักบอกว่ามุมมองการรับชมจอตรงย่อมดีกว่าจอโค้ง => แต่อันที่จริงก็พอๆกัน ขึ้นอยู่กับชนิดขอจอ Panel ซะมากกว่า ฉะนั้นเลือกเล่นตามที่หัวใจเราเรียกร้องได้เลย
ทีวีจอโค้งเทรนด์ใหม่
ทีวีจอตรงเรียบหรู
5) ติดตั้งแบบแขวน หรือ ตั้งโต๊ะ : การติดตั้งแบบพื้นฐานที่สุดคือการตั้งบนชั้นวาง (หรือตั้งโต๊ะ) โดยเราสามารถใช้ขาตั้งที่แถมมากับตัวเครื่องทีวีได้เลย ซึ่งดีไซน์ขาตั้งของทีวีแต่ละรุ่นก็ไม่เหมือนกัน บ้างก็เป็นทรง “กิ่งไม้” อยู่ด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่อง ซึ่งทำให้ทีวีดูมีความเพรียวบาง จะทำให้มีช่องว่างในการสอดพวกเครื่องเล่นหรือพวกกล่อง Set-Top-Box ตรงกลาง ในทางกลับกันพวกฐานตั้งแบบ “แกนกลาง” ทั่วไป ก็มีจุดศูนย์กลางที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องเผื่อความกว้างของโต๊ะหรือชั้นวางทีวีมากกนัก สรุปหากจะตั้งโต๊ะ/ชั้นวาง ก็จงเลือกดีไซน์ของขาตั้งทีวีให้สัมพันธ์กับชั้นวางของท่าน ส่วนการแขวนผนังนั้น จะได้เปรียบเรื่องการประหยัดพื้นที่ เหมาะกับพวกคอนโดหรือห้องนอนที่มีขนาดเล็ก หรือห้องนั่งเล่นที่ทำบิลด์อินสวยงามมาเพื่อการนี้เพราะแขวนปุ๊บดูเรียบหรูแบบสไตล์ Minimalist ทันที ระยะสูงต่ำในการแขวนหากอ้างอิงตามทฤษฎี “สายตาควรอยู่กลางจอพอดี” ทว่าเอาเข้าจริงก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวด้วยแหละ บางท่านชอบแขวนสูงขึ้นหน่อยเพื่อในเวลาเแหงนศรีษะขึ้นในท่าขี้เกียจบนโซฟาจะสอดรับกันพอดีเป๊ะ หมายเหตุเล็กน้อยว่า “จอตรง” จะมีความกลมกลืนกับกับแพงมากกว่า “จอโค้ง” อยู่เล็กน้อยเพราะดีไซน์มันเรียบเสมอกัน !
จะแขวนผนัง หรือ ตั้งชั้นวาง วางแผนให้ดีก่อนซื้อ !
ฐานตั้งทรง “กิ่งไม้” เรียบหรูแบบ Minimal แต่ก็ต้องใช้ชั้นวางทีวีที่มีความกว้างให้พอดีกัน
6) Smart TV จำเป็นหรือไม่ ? : ระบบปฏิบัติการ Smart TV มีหากแบรนด์หลากรูปแบบทั้ง Tizen, webOS,  Android , Firefox, Super TV ซึ่งมีวิธีการใช้งานแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะออกแบบเมนูให้ใช้งานง่าย เน้นโหลดแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานจริงอย่างเช่นแอพส์ดูหนังดูวีดีโอออนไลน์อย่าง YouTube และ Netflix ยิ่งไปกว่านั้นบางค่ายก็ยังรองรับพวกรีโมทแบบพิเศษ เช่น Magic Remote (แอร์เมาส์), Touchpad (ใช้นิ้วโป้งสไลด์), หรือแม้กระทั่ง Gamepad (จอยเกมส์) เป็นตัวช่วยในการควบคุมและสั่งงาน Smart TV ให้คล่องแคล่วขึ้น บ้างก็นำมาใช้ควบคุมการเล่นเกมส์บนจอได้อย่างจริงจัง ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ Smart TV ส่วนใหญ่จะรองรับการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ สามารถแชร์ภาพ แชรร์เพลง แชร์วีดีโอ หรือแม้กระทั่งแชร์ YouTube จากมือถือไปแสดงผลบนจอทีวีจอใหญ่ได้ทันที ย้ำอีกทีวีว่า Smart TV ยุคนี้รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สายทั้งหมด อีกทั้งยังมีพอร์ท LAN ไว้ให้ท่านที่ต้องการเชื่อมต่อด้วยสาย LAN เพื่อความเสถียรสูงสุดของสัญญาณอินเตอร์เน็ตอีกด้วย อรรถประโยชน์ของ Smart TV นั้นมีมากมายก่ายกอง ให้สาธยายทั้งวันก็คงไม่หมด แต่ก็ต้องแลกมาด้วยระดับราคาขายที่สูงขึ้น ฉะนั้นผู้ซื้อต้องถามใจตัวเองก่อนว่าจะใช้งานฟีเจอร์เหล่านี้หรือไม่ ? ซึ่งไฟท์บังคับทีวีรุ่นกลางไปจนรุ่นบนมักจะมี Smart TV มาให้ด้วย แต่หากคิดว่าที่บ้านให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านใช้ดูทีวีหรือดูเคเบิ้ลเพียงอย่างเดียว ก็แนะนำง่าอาจจะไม่จำเป็นนัก ซื้อทีวีรุ่นเริ่มต้นก็เพียงพอต่อการใช้แบบงานเบสิคทั่วไปแล้ว
Smart TV เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและโหลดแอพส์ได้เลย หลักการเดียวกับ Smart Phone
7) ช่องต่อ : ปัจจัยที่หลายท่านมองข้าม ช่องต่อที่มีความสำคัญที่สุดคือ HDMI ที่สามารถให้ภาพและเสียงระดับ HD ได้ในช่องเดียว โดยทั่วไปทีวีก็จะใช้ช่องต่อ HDMI เฉลี่ย 2-4 ช่อง ใหคำนวณเครื่องเล่นหรือกล่องที่เราจะนำมาเชื่อมต่อกับทีวีไว้ให้ดี อาทิ กล่อง Set-Top-Box, เครื่องเล่น DVD / Blu-ray Player, กล่อง HD Player / Android Box, เครื่องเล่นเกมส์ PS4 / XฺBoX หากจำนวนช่อง HDMI ไม่เพียงพอ ก็คงได้ถอดสลับสายกันมันส์แน่ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือช่องต่อ USB ซึ่งทีวีส่วนใหญ่จะรองรับการเล่นไฟล์มัลติมีเดีย รูปภาพ เพลง วีดีโอ ผ่านช่องนี้ สุดท้ายหากจะใช้งานทีวีร่วมกับลำโพงซาด์บาร์ ก็ขอแนะนำให้ดูช่องต่ออย่าง HDMI ที่มีระบุว่า ARC : Audio Return Channel และช่องต่อ Optical Out สำหรับส่งผ่านเสียงจากทีวีมาออกยังลำโพงซาวด์บาร์หรือชุดเครื่องเสียงของท่าน
ช่อง HDMI คำนวณจำนวนให้ดีก่อนซื้อ
รวมถึงช่องต่อแบบอื่นๆอาทิ USB, AV, Audio Out
8) ลำโพงทีวี หรือ ลำโพงซาวด์บาร์ หรือไปสุดที่ ชุดโฮมเธียเตอร์ : เสียงจากลำโพงทีวีมักจะอยู่ในระดับแค่ “พอฟังได้” เท่านั้น เพราะระดับความบางของตัวเครื่องจะส่งผลต่อการผนวกดอกลำโพงเข้าไป ระดับความดังมักจะอยู่ราว 20 ไปจนถึง 60 วัตต์ หากเป็นตัวท็อปก็มักจะผนวกลำโพงวูฟเฟอร์ฝังหลังเครื่องมาให้ด้วยเพื่อให้เสียงมีน้ำมีนวลไม่แห้งเหือด ฉะนั้นลำโพงซาวด์บาร์ (Soundbar) จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการอัพเกรดคุณภาพเสียงของทีวีโดยไม่กระทบงบประมาณในกระเป๋ามากนัก รวมถึงการติดตั้งที่ง่ายดายแถมไม่กินพื้นที่ ไม่มีสายเกะกะรกรุงรังรอบห้อง ลำโพงซาวด์บาร์ ส่วนใหญ่จะมีกำลังขับสูงถึง 200-400 วัตต์ มาพร้อมซับวูฟเฟอร์ไร้สาย ช่วยยกระดับอรรถรสการรับชมได้อย่างเห็นผลชัดเจน หรือหากอยากได้ระบบเสียงที่รอบทิศทางโอบล้อมสมบูรณ์แบบ มีลำโพงล้อมหน้าล้อมหลังเสมือนโรงภาพยนตร์จริงๆ ก็คงต้องก้าวไปจัดชุดโฮมเธียเตอร์ซักชุดแทน ไม่ว่าจะเป็นแบบชุดสำเร็จรูปหรือซื้อเป็นลำโพงแยกชิ้นก็ตาม
ลำโพงซาวด์บาร์ เสริมอรรถรสการรับชมได้อย่างดีเยี่ยม
ให้ดูว่าทีวีมีช่อง HDMI : ARC และ Optical Out หรือไม่ ?
9) แบรนด์ เกาหลี VS ญี่ปุ่น VS จีน VS ไทย !!! ??? 
– แบรนด์เกาหลี LG, Samsung : ได้เรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหนือใคร มีดีไซน์ที่สวยโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ในระดับราคาเดียวกับแบรนด์ญี่ปุ่นก็มักมาพร้อมสเป็คและฟีเจอร์ที่จัดเต็มกว่า
– แบรนด์ญี่ปุ่น Sony, Panasonic, Sharp, Toshiba ชื่อเสียงที่สั่งสมมานานย่อมก่อให้เกิดความไว้วางใจในคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิตสูงส่ง ความคงทนที่มักมีเหนือแบรนด์ชาติอื่น ดีไซน์ที่ดูเรียบๆแต่ก็สวยแบบยั่งยืน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยระดับราคาที่จะสูงกว่าแบรนด์ชาติอื่นถึง 1-2 สเต็ป
– แบรนด์จีน TCL, Hisense, Skyworth แบรนด์น้องใหม่ไฟแรง หากเทียบคุณภาพและนวัตกรรมอาจจะยังมิได้ทัดเทียมกับแบรนด์เกาหลีและญี่ปุ่น แต่เรื่องความคุ้มค่านี่มาเกินร้อย ราคาถูกกว่าได้จอที่ใหญ่กว่าหรือลูกเล่นที่มากกว่าเป็นต้น
– แบรนด์ไทย ProVision, Mitron, Altron, Aconatic คุณภาพจัดว่าสูสีกับแบรนด์จีน ได้เรื่องความคุ้มค่าเช่นกันเพราะระดับราคาจับต้องได้ บางเจ้ายังมีนวัตกรรมเป็นของตนเองอย่างเช่น ProVision มีระบบ Super TV ดูรายการทีวีย้อนหลังได้ทันที
แบรนด์จากประเทศไหนดี ?
10) งบประมาณ : ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ “เงินในกระเป๋า” เพราะสมัยนี้คุณภาพและลูกเล่นของทีวีจะแปรผันตามระดับราคา กล่าวคือ ยิ่งราคาสูง = คุณภาพยิ่งดี การแบ่งระดับซีรีส์ของทีวีมีความแม่นยำสูงมาก อย่างเช่นซีรีส์ 9 ก็จะมีคุณภาพและลูกเล่นที่ดีกว่าซีรีส์ 8,7,6,5 เรียงลงมาตามลำดับแบบขั้นบันได สเป็คและฟีเจอร์ก็จะย่อหยอนลงมาตามระดับราคา อย่าลืมว่าทีวีตัวที่แพงที่สุดอาจะมิใช่ทีวีตัวที่ใช่ที่สุดสำหรับท่านหากจะซื้อทีวีซักเครื่องเพื่อเสพความสุขจากมัน จงอย่ามองว่า การซื้อทีวี = ค่าใช้จ่าย แต่จงมองว่าการซื้อทีวี = การลงทุน บางทีซีรีส์ 6 ที่คุณภาพของภาพและลูกเล่นอยู่ในระดับดีปานกลางเท่านั้น แต่ก็อาจจะเป็น “ตัวที่ใช่” ที่เพียงพอต่อการใช้งาน และพอดีกับเงินในกระเป๋า ก็ย่อมหมายถึงการเสพทีวีได้อย่างสุขกายสบายใจไร้ซึ่งกังวล ทว่าบางท่านอาจะมีงบประมาณเหลือเฟือ อยากจะได้ทีวีจอใหญ่ที่คุณภาพที่ดีที่สุดพร้อมลูกเล่นครบถ้วนสุดซักตัวเพื่อเสพอรรถรสที่ดีที่สุด เพื่อบรรลุปลายทางก็คือ “ความสุขสูงสุด” จากการรับชมนั่นเอง สรุปสั้นๆว่าเงินซื้อความสุขได้นะ..ใครบอกว่าไม่หละ ?
บทความแนะนำจาก: LCDtvthailand.com

Related posts

Leave a Comment